นิทเทศ 11 ว่าด้วย ผู้ดับตัณหา
ก่อนหน้า
ถัดไป
ค้นหา
สารบัญ
×
สารบัญหนังสือ
ไปยังหน้า :
คลิก
หน้าจอสืบค้น
ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม
การใช้ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม
กรรม
กาม
กิเลส
ขันธ์
จิต
ชาติ
ชีวิต
ตถตา
ตัณหา
ไตรลักษณ์
ทาน
ทุกข์
ธรรม
ธาตุ
นรก
นามรูป
นิพพาน
นิวรณ์
บาป
บุญ
ปฏิจจสมุปบาท
ปรมัตถธรรม
ปัญญา
ผัสสะ
พรหมจรรย์
พัฒนา
พุทธะ
มนุษย์
โลก
โลกิยธรรม
โลกุตตรธรรม
วิชชา
วิญญาณ
วิปัสสนา
วิมุตติ
เวทนา
ศรัทธา
ศาสนา
ศีล
ศีลธรรม
สติ
สมาธิ
สวรรค์
สังขาร
สังฆะ
สันโดษ
สิกขา
สุข
สุญญตา
อตัมมยตา
อนัตตา
อนิจจัง
อรหันต์
อริยมรรค
อวิชชา
อัตตา
อายตนะ
อิทัปปัจจยตา
อุปาทาน
ฮึ ฮึ กชาติกตา
หนังสืออริยสัจจากพระโอษฐ์
ภาคนำ ว่าด้วย ข้อความที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับจตุราริยสัจ
ตอน 1 ว่าด้วย สัตว์โลกกับจตุราริยสัจ
ตรัสรู้แล้ว ทรงรำพึงถึงหมู่สัตว์
การพ้นทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจนั้น เป็นไปไม่ได้
เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฏ
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ
ความมืดบอดของโลก มีตลอดเวลาที่พระตถาคตไม่เกิดขึ้น
อริยสัจ 4 เป็นสิ่งคงที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว
สุขที่สัตว์โลกควรกลัว และไม่ควรกลัว
ความรู้สึกของบุถุชน ไขว้กันอยู่เสมอต่อหลักแห่งอริยสัจ
ผู้ติดเหยื่อโลก ชอบฟังเรื่องกาม ไม่ฟังเรื่องสงบ
การฟังอริยสัจ เหมาะสำหรับจิตที่ฟอกแล้วเท่านั้น
จิตที่ยังไม่ได้ฟอก ยากนักที่จะเห็นนิโรธสัจ
สัตว์ผู้ไม่เป็นไทต่อความกำหนัด ย่อมหลงกาม
สัตว์โลกรู้จักสุขอันแท้จริง ต่อเมื่อปัญญาเกิด
ตอน 2 ว่าด้วย ชีวิตมนุษย์กับจตุราริยสัจ
มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งอันผิดๆ
ผู้ไม่รู้อริยสัจ ย่อมหลงสร้างเหวแห่งความทุกข์เพื่อตัวอยู่ร่ำไป
ผู้รู้อริยสัจ หาหลงสร้างทุกข์ขึ้นเพื่อตัวเองไม่
ทุกข์ประเภทใหญ่ๆ ก็มีพอแล้ว สำหรับสัตว์จะสำนึกตัวมารู้อริยสัจ
พอรู้อริยสัจ ทุกข์เหลือน้อยขนาดฝุ่นติดปลายเล็บเทียบกับปฐพี
ผู้ไม่รู้อริยสัจ ชื่อว่าตกอยู่ในที่มืด
ผู้ไม่รู้อริยสัจ ชื่อว่าตกอยู่ในหลุมเพลิงเป็นนิจ
กว่ามนุษย์จะหลุดจากบ่วง (คือรู้อริยสัจ)
1. เมื่อจมกามตามปกติ
2. เมื่อจมกามครั้งที่ 2
3. เมื่อเฉไปติดบ่วงทิฏฐิ
4. เมื่อพ้นจากบ่วง
ยังมีพวกบริโภคกาม โดยไม่จมกาม
ผู้รู้อริยสัจเป็นหลักอยู่ในใจ ย่อมไม่มีอาการสั่นสะเทือนเพราะถูกยกวาทะ : ดุจเสาหิน
ผู้ประกอบด้วยอวิชชา คือผู้ไม่มีความรู้ 4 อย่าง
อย่าคิดเรื่องโลก แต่จงคิดเรื่องอริยสัจ
อยากลาวเรื่องทุมเถียงแกงแยงกัน แตจงกลาวเรื่องความพนทุกข์
อยากลาวเรื่องไมมีประโยชน แตจงกลาวเรื่องความพนทุกข์
จงบวชเพื่อรู้ความดับทุกข์ เหมือนเขาทั้งหลายผู้บวชแล้วโดยชอบ
ไม่รู้อริยสัจ ก็ยังไม่เป็นสมณพราหมณ์ที่แท้
ถ้ามัวรอให้รู้เรื่องที่ไม่จำเป็นเสียก่อน ก็ตายเปล่า
อย่ายึดถือติดแน่นในธรรม แต่จงใช้เพียงเป็นเครื่องมือ
เปรียบนักเรียนอริยสัจ ด้วยหนูต่างจำพวกกัน
จงสงเคราะห์ผู้อื่น ด้วยการให้รู้อริยสัจ
ตอน 3 ว่าด้วย พระพุทธองค์กับจตุราริยสัจ
พระพุทธองค์ กับ จตุราริยสัจ
มุมน้อยมุมหนึ่งของความทุกข์ ที่พระองค์ไม่มี
ทรงแสวง
ทรงพบ
เมื่อยังไม่ทรงรู้อริยสัจก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ถ้าไม่รู้เบญจขันธ์ โดยนัยอริยสัจ 4 ก็ยังไม่ทรงปฏิญาเป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงพระนามว่าสัมมาสัมพุทธะ ก็เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจ 4
ทรงรอบรู้โลก (อริยสัจ)
ทรงบรรลือสีหนาท ประกาศจตุราริยสัจ
ทรงประกาศอนุตตรธรรมจักร ซึ่งใครๆ ประกาศไม่ได้
สิ่งที่ไม่ทรงนำมาสอน มีมากยิ่งกว่ามากนัก
สิ่งที่ทรงนำมาสอน ก็เฉพาะเรื่องความพ้นทุกข์
ทรงพยากรณ์เฉพาะเรื่องอริยสัจ 4
ทรงบัญญัติสัจจะ ไม่เข้าใครออกใคร
ตรัสถ้อยคำโดยโวหารโลก แต่มิได้ทรงยึดถือ
สาวกมาอยู่อาศัยพระองค์ เพราะทรงตอบปัญหาอริยสัจได้
พระพุทธเจ้าทั้งในอดีต - อนาคต - ปัจจุบัน ล้วนแต่ตรัสรู้อริยสัจ 4
เหตุที่ต้องมีพระพุทธองค์และธรรมวินัยอยู่ในโลก
ผู้ช่วยให้รู้อริยสัจ นับเนื่องอยู่ในบุคคลผู้มีอุปการะมาก
ตอน 4 ว่าด้วย การรู้อริยสัจไม่เป็นสิ่งสุดวิสัย
ทั้งในอดีต - อนาคต - ปัจจุบัน ล้วนมีการประกาศอริยสัจตามความเป็นจริง
มีบุคคลบวชแล้วรู้อริยสัจ ทั้งในอดีต - อนาคต - ปัจจุบัน
ทั้งอดีต - อนาคต - ปัจจุบัน ล้วนแต่มีการรู้อริยสัจ
ตรัสว่าจงหลีกเร้น แล้วจักรู้อริยสัจ
ตรัสว่าจงเจริญสมาธิ จักรู้อริยสัจตามเป็นจริง
จิตเป็นสมาธิแล้ว รู้อริยสัจได้แจ่มใส เหมือนเห็นของในน้ำอันใส
เมื่อประพฤติถูกทาง กิริยาที่ไปนิพพานเบาสบายเหมือนไม้ลอยน้ำ
การรู้อันตคาหิกทิฏฐิ ไม่เกี่ยวกับการรู้อริยสัจและการประพฤติพรหมจรรย์
สัจจะ และหลักพึงปฏิบัติเกี่ยวกับการถึงสัจจะ
(ก. ความจริงตามแบบของชาวโลกตามธรรมชาติ)
(ข. วิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง)
(ค. การติดตามทำความกำหนดรู้ตามความเป็นจริง)
(ง. การตามบรรลุถึงซึ่งความจริง)
(จ. ธรรมเป็นอุปการะมากแก่การตามบรรลุถึงซึ่งความจริง)
การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย พระอริยบุคคลจึงมีปริมาณมาก
ตอน 5 ว่าด้วย คุณค่าของอริยสัจ
อริยสัจ 4 เป็นเอกังสิกธรรมที่ทรงแสดง
ทำที่สุดทุกข์โดยไม่รู้อริยสัจนั้น เป็นไปไม่ได้
สัตว์ต้องเวียนว่าย เพราะไม่เห็นอริยสัจ
การรู้อริยสัจ รีบด่วนกว่าการดับไฟที่กำลังไหม้อยู่บนศีรษะ
การรู้อริยสัจ ควรแลกเอาแม้ด้วยการถูกแทงด้วยหอกวันละ 300 ครั้ง 100 ปี
เมื่อยังไม่รู้อริยสัจ ก็ไม่สามารถลงหลักแห่งความรู้ของตน
สัตว์จำพวกวินิบาต กับการเห็นจตุราริยสัจ
การรู้อริยสัจ ทำให้มีตาครบ 2 ตา
การสิ้นอาสวะมีได้ เพราะการรู้อริยสัจ
เหตุที่ทำให้สัจจะเหล่านี้ ได้นามว่า "อริยะ"
เหตุที่ทำให้สัจจะเหล่านี้ ได้นามว่า "อริยะ" (อีกนัยหนึ่ง)
อริยสัจ 4 สำหรับความเป็นอริยบุคคล
อริยสัจจธรรมรวมอยู่ในธรรมที่ใครค้านไม่ได้
ตอน 6 ว่าด้วย เค้าโครงของอริยสัจ
หลักอริยสัจมีอย่างเดียว แต่คำอธิบายมีปริยายมากมาย
หลักอริยสัจ 4 โดยสังเขป (นัยทั่วไป)
หลักอริยสัจ 4 โดยสังเขป (อีกนัยหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยปัญจุปาทานขันธ์)
หลักอริยสัจ 4 โดยสังเขป (อีกนัยหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยอายตนะ 6)
ทรงวางลำดับแห่งอริยสัจ อย่างตายตัว
อริยสัจ 4 ในรูปแบบพิเศษ
การวางลำดับใหม่ ไม่มีเหตุผลเลย
หน้าที่อันเกี่ยวกับอริยสัจ มี 4 ชนิด
อริยสัจ 4 มี 3 รอบ มี 12 อาการ
อริยสัจ 4 เนื่องกันจนเห็นอริยสัจเดียวไม่ได้
ไวพจน์หรือคำแทนชื่อ ของจตุราริยสัจ
ไวพจน์ ของจตุราริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยอันตะ)
ไวพจน ของจตุราริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง : ทรงแสดงดวยคําวา สักกายะ)
ไวพจน์ ของจตุราริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยคำว่าโลก)
อริยสัจ 4 ที่ทรงแสดงโดยพิสดาร (อีกนัยหนึ่ง)
1. ทุกขอริยสัจ
2. ทุกขสมุทยอริยสัจ
3. ทุกขนิโรธอริยสัจ
4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
อริยสัจ 4 ที่ทรงแสดงโดยพิสดาร (นัยที่สอง)
คําชี้ชวนวิงวอน
อุทเทศแห่งจตุราริยสัจ
ภาค ๑ ว่าด้วยทุกขอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์
นิทเทศ 1 ว่าด้วย ประเภทและอาการแห่งทุกข์ตามหลักทั่วไป
อุทเทศแห่งทุกขอริยสัจ
ความเกิด
ความแก่
ความตาย
ความโศก
ความร่ำไรรำพัน
ความทุกข์กาย
ความทุกข์ใจ
ความคับแคนใจ
ความประสพด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
ความปรารถนาอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างนั้น
ปัญจุปาทานักขันธ์
นิทเทศ 2 ว่าด้วย ทุกข์สรุปในปัญจุปาทานขันธ์
นิทเทศ 2 วาดวยทุกขสรุปในปญจุปาทานักขันธ์
(ก.) วิภาคแห่งเบญจขันธ์ (5 วิภาค 60 เรื่อง)
1. วิภาคแห่งรูปขันธ์ (15 เรื่อง)
รูปและรูปอาศัย
มหาภูติคือธาตุ 4
การเกิดขึ้นของธาตุ 4 เท่ากับการเกิดขึ้นของทุกข์
ความเพลินในธาตุ 4 เท่ากับความเพลินในทุกข์
รสอร่อย - โทษ - อุบายเครื่องพ้นไปของธาตุ 4
ความลับของธาตุ 4
ธาตุสี่ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ยังยินดีในธาตุ 4 อยู่ เพราะไม่รู้จักธาตุ 4
ความหมายของคำว่า "รูป"
อุปมาแห่งรูป
อัสสาทะของรูป
อาทีนพของรูป
นิสสรณะของรูป
ข้อควรกำหนดเกี่ยวกับรูป
รูปขันธ์ โดยนัยแห่งอริยสัจ 4
2. วิภาคแห่งเวทนาขันธ์ (21เรื่อง)
เวทนา 6
ความหมายของคำว่า "เวทนา"
อุปมาแห่งเวทนา
ความหมายอันแท้จริงของ "บาดาล"
ธรรมลักษณะ 8 ประการ แห่งเวทนา
หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับเวทนา
ประมวลเรื่องน่ารู้พิเศษ เกี่ยวกับเวทนา
วิภาคแห่งเวทนา
"ธรรม" (คือเวทนา) เป็นสิ่งที่บัญญัติได้หลายปริยาย (อันเป็นเหตุให้หลงทุ่มเถียงกัน)
เวทนามีธรรมดาไม่เที่ยง
เวทนามีธรรมดาแปรปรวน
เวทนาเป็นทุกข์ เป็นลูกศร เป็นของไม่เที่ยง
เวทนาทุกชนิด สรุปลงในความหมายว่า "ทุกข์"
เวทนา เป็นทางมาแห่งอนุสัย
อัสสาทะชั้นเลิศ ของเวทนา
เวทนา คือทางไปแห่งจิตของสัตว์
การเกิดของเวทนา เท่ากับการเกิดของทุกข์
อาการเกิดดับแห่งเวทนา
ข้อควรกำหนด เกี่ยวกับเวทนา
เวทนาขันธ์ โดยนัยแห่งอริยสัจ 4
ประมวลสิ่งที่ต้องรู้ เกี่ยวกับเวทนา
3. วิภาคแห่งสัญญาขันธ์ (8 เรื่อง)
สัญญา 6
ความหมายของคำว่า "สัญญา"
อุปมาแห่งสัญญา
หลักที่ควรรู้ เกี่ยวกับสัญญา
สัญญามีธรรมดาแปรปรวน
การเกิดของสัญญา เท่ากับการเกิดของทุกข์
ข้อควรกำหนด เกี่ยวกับสัญญา
สัญญาขันธ์ โดยนัยแห่งอริยสัจ 4
4. วิภาคแห่งสังขารขันธ์ (7 เรื่อง)
สังขาร 6
ความหมายของคำว่า "สังขาร"
อุปมาแห่งสังขาร
สังขารมีธรรมดาแปรปรวน
การเกิดของสังขาร เท่ากับการเกิดของทุกข์
ข้อควรกำหนด เกี่ยวกับสังขาร
สังขารขันธ์ โดยนัยแห่งอริยสัจ 4
5. วิภาคแห่งวิญญาณขันธ์ (8 เรื่อง)
วิญญาณ 6
ความหมายของคำว่า "วิญญาณ"
อุปมาแห่งวิญญาณ
วิญญาณมีธรรมดาแปรปรวน
วิญญาณ เมื่อทำหน้าที่เป็นพืข
การเกิดของวิญญาณ เท่ากับการเกิดของทุกข์
ข้อควรกำหนด เกี่ยวกับวิญญาณ
วิญญาณขันธ์ โดยนัยแห่งอริยสัจ 4
(ข.) วิภาคแห่งปัญจุปาทานขันธ์
อุปาทาน 4
รากเง่าแห่งอุปาทานขันธ์
อุปทานกับอุปทานขันธ์ มิใช่อันเดียวกัน
อุปาทานและที่ตั้งแห่งอุปาทาน
เบญจขันธ์ ได้นามว่าสักกายะและสักกายันตะ
ที่ติดของสัตว์
ผู็ติดบ่วง - ผู้หลุดจากบ่วง
ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน
ความสะดุ้งหวาดเสียวเพราะอุปาทาน (อีกนัยหนึ่ง)
ลัทธิอื่น ไม่รู้จักเรื่องอัตตวาทุปาทาน
ตอน 2 ว่าด้วยเบญจขันธ์โดยสรุป (23 เรื่อง)
เบญจขันธ์ เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้
มูลฐานแห่งการบัญญัติเบญจขันธ์ (แต่ละขันธ์)
เบญจขันธ์ เป็นที่บัญญัติกฎแห่งสังขตะ
การถูกตราหน้า เพราะอนุสัยในเบญจขันธ์
การถูกตราหน้า เพราะตายตามเบญจขันธ์
สัญโญชน์และที่ตั้งแห่งสัญโญชน์
ความลับของเบญจขันธ์
เบญจขันธ์ เนื่องด้วยปัจจัยแห่งความเศร้าหมองและบริสุทธิ์
เบญจขันธ์ เป็นธรรมฝ่ายที่แตกสลายได้
เบญจขันธ์ ไม่เที่ยง
เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ ก็ไม่เที่ยง
เบญจขันธ์เป็นทุกข์
เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ ก็เป็นทุกข์
เบญจขันธ์ เป็นอนัตตา
เหตุปัจจัยของเบญจขันธ์ ก็เป็นอนัตตา
เบญจขันธ์ เป็นภาระที่หนัก
เบญจขันธ์ เป็นทั้งผู้ฆ่าและผู้ตาย
เบญจขันธ์ เป็นกองถ่านเถ้ารึง
เบญจขันธ์ เป็นเครื่องผูกพันสัตว์
เรียกกันวา "สัตว" เพราะติดเบญจขันธ์
ไม่รู้จักเบญจขันธ์ ชื่อว่ามีอวิชชา
เพลินในเบญจขันธ์ เท่ากับเพลินในทุกข์
ต้องละฉันทราคะในเบญจขันธ์
นิทเทศ 3 ว่าด้วย หลักเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับความทุกข์
หลักที่ควรรู้ เกี่ยวกับทุกข์
ปัญจุปาทานขันธ์ เป็นทุกขอริยสัจ
ปัญจุปาทานขันธ์ เป็นทุกข์
ของแสดงลักษณะความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
ทรงแสดงลักษณะแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
ความเป็นทุกข์ 3 ลักษณะ
ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ ตามธรรมชาติ
เป็นทุกข์ เพราะติดอยู่ในอายตนะ
ทุกข์ เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้
ทุกข์ คือกระแสการปรุงแต่งทางจิต (ไม่มีบุคคลผู้ทุกข์)
ไม่พ้นทุกข์ เพราะมัวเพลินในอายตนะ
อายตนะ 6 เป็นทุกขอริยสัจ
กลุ่มอายตนะ เป็นของร้อน
กลุ่มอายตนะ เป็นของมืด
พิษลูกศรแห่งความทุกข์ ของปุถุชน
สุขทุกข์ เนื่องจากการมีอยู่แห่งขันธ์
ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อรอบรู้ทุกข์
ทุกชนิดปลายแถว (ทรงแสดงโดยภาษาคน)
ทุกชนิดปลายแถว (ทรงแสดงโดยภาษาธรรม)
ทุกชนิดปลายแถว (คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ทุกขอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้
ภาค ๒ ว่าด้วย สมุทยอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์
นิทเทศ 4 ว่าด้วย ลักษณะแห่งตัณหา
อุทเทศแห่งสมุทยอริยสัจ
นิทเทศแห่งสมุทยอริยสัจ
นิทเทศ 4 ว่าด้วย ลักษณะแห่งตัณหา (41 เรื่อง)
ลักษณาการแห่งตัณหา
สักกายสมุทัย ไวพจน์แห่งตัณหา
เจ้าเหนือหัวของสัตว์โลก
สัญโญชน์อย่างเอก
เครื่องจูงใจสู่ภพ
พืชของภพ
เชื้องอกของพืช
ที่เกิดแห่งอุปธิ
ที่เกิดแห่งอุปาทาน
ที่เกิดแห่งอาหาร
ตัณหาโดยวิภาคแห่งอารมณ์ 6 อย่าง
ภพโดยวิภาค 3 อย่าง
ตัณหาโดยวิภาค 3 อย่าง
ลักษณะแห่งกามตัณหา
กามคุณ 5 คือบ่วง
กาม เป็นเครื่องผูก
กาม เป็นมายา
ไม่มีความเย็นในกาม
คนกล่าวคำเท็จ เพราะกาม
อิทธิพล ของกาม
เข้าไปหาความตาย เพราะกาม
ความเพลิน เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์
เพลินกันอยู่กับอายตนะภายใน เท่ากับเพลินอยู่ในทุกข์
ความอร่อยกลางกองทุกข์ (ความลวงของกาม)
ความอร่อยที่ไม่คุ้มกับความทุกข์
กามเปรียบด้วย ท่อนกระดูก
กามเปรียบด้วย ชิ้นเนื้อคาปาก
กามเปรียบด้วย คบเพลิงทวนลม
กามเปรียบด้วย หลุมถ่านเพลิง
กามเปรียบด้วย ของในความฝัน
กามเปรียบด้วย ของยืม
กามเปรียบด้วย ผลไม้
รายละเอียดที่ควรศึกษา เกี่ยวกับกาม
ไวพจน์ ของกาม
กามเปรียบด้วยรูรั่วของเรือ
ลักษณะแห่งภวตัณหา
ปัจจัยแห่งภวตัณหา
วิภาคแห่งภวตัณหา ร้อยแปด
เหตุที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง (เพราะภวตัณหา)
ภพแม้ชั่วขณะติดนิ้วมือ ก็ยังน่ารังเกียจ
วิภวตัณหา
นิทเทศ 5 ว่าด้วย ที่เกิดและการเกิดแห่งตัณหา
การเกิดขึ้นแห่งตัณหา
ฐานที่เกิดแห่งตัณหา (4 อย่าง)
ที่ตั้งอาศัยเกิดแห่งตัณหา
สืิ่งที่ต้องรู้ ต้องละ เพื่อความสิ้นทุกข์
ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี เป็นหนามในอริยวินัย
นิทเทศ 6 ว่าด้วย อาการที่ตัณหาทำให้เกิดทุกข์
การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
อาการเกิดขึ้นแห่งทุกข์โดยสมบูรณ์ (สายแห่งปฏิจจสมุปบาท)
วิภาคแห่งปฏิจจสมุปบาท
ปัจจัยแห่งอวิชชา
อาการเกิดแห่งความทุกข์
อาการที่ทุกข์เกิดขึ้น จากเบญจขันธ์
อาการที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะยึดถือเบญจขันธ์
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยผัสสะ)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยนันทิ)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยฉันทราคะ)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งภพใหม่)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยอารมณ์เป็นที่ก้าวลงแห่งนามรูป)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง : ทรงแสดงด้วยอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งนติ)
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ โดยสังเขป
อาการเกิดขึ้นแห่งโลก
ความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ นั้นคือความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
อาการที่ทุกข์เกิดจากอาหาร
อาการที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะตัณหาในอายตนะภายนอก
อาการที่ทุกข์เกิดจากตัณหา
ตัณหา เป็นเชื้อแห่งการเกิด
อาสวะทำหน้าที่อย่างเดียวกับตัณหา
อาการที่สัตว์เกิดตัณหาและเกิดทุกข์
อาการที่ตัณหา (เครื่องนำไปสู่ภพใหม่) เจริญขึ้น
เห็นแก่เหยื่อจึงติดเบ็ด
ผู้แบกของหนัก
จิตที่ตัณหา เรียกว่าอยู่สองคน
จิตไม่มีตัณหา เรียกว่าอยู่คนเดียว
ทุกข์โทษที่เกิดจากกาม
ปกิณณกทุกข์ ที่มีกามตัณหาเป็นมูล
ตัณหา เป็นเหตุแห่งความโศก
ปัจจัยแห่งทุกข์ โดยเอนกปริยาย
นิทเทศ 7 ว่าด้วย ทิฏฐิที่เกี่ยวกับตัณหา
เพราะมิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นปลาติดอวน
เกิดกิเลสและทุกข์ เพราะทิฏฐิบวก - ทิฏฐิลบ
สักกายทิฏฐิ มีได้ด้วยอาการอย่างไร
สักกายสมุทยคามินีปฏิปทา
เหตุให้เกิดอันตคาหิกทิฏฐิ 10
ทิฏฐิให้เกิดเวทนาชนิดที่ล้วนแต่เป็นทุกขสมุทัย
ความสำคัญผิด เป็นเหตุให้เกิดนันทิ (อุปาทาน)
ตัณหาเจริญ เพราะมิจฉาทิฏฐิในปิยรูป - สาตรูป
นิทเทศ 8 ว่าด้วย กิเลสทั้งหลายในฐานะสมุทัย
ละราคะโทสะโมหะ ก่อนและชาติชรามรณะ
ทุกแง่มุมที่เกี่ยวกับอกุศลมูล
ข้อควรทราบ เกี่ยวกับอกุศลมูล (หลายแง่มุม)
ไม่อาจละราคะโทสะโมหะ ก็เพราะหลงในสัญโญชนิยธรรม
สังโยชน์ 7
สังโยชน์ 7 อีกนัยหนึ่ง
สังโยชน์ 10
ลักษณะที่เป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
อนุสัย 3 คู่กับเวทนา 3
อนุสัย เนื่องอยู่กับเวทนา
อนุสัยทั้ง 3 เกิดได้ แม้เมื่อเสวยทุกขเวทนา
รายะละเอียดที่ควรศึกษา เกี่ยวกับอาสวะ
เหตุให้อาสวะเจริญและไม่เจริญ
เหตุให้ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม
บุคคลผู้ถึงซึ่งอวิชชา
อวิชชา ของผู้ถึงซึ่งอวิชชา
ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรละ
ภาค ๓ ว่าด้วย นิโรธอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นิทเทศ 9 ว่าด้วย ความดับแห่งตัณหา
อุทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ
นิทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ
ที่ละไปดับไป แห่งตัณหา
ความดับทุกข์มี เพราะความดับแห่งนันทิ
ลูกโซ่แห่งความดับทุกข์
พ้นทุกข์ เพราะไม่เพลินในธาตุ
ความหมายของคำว่า "ความดับ"
ความดับของรูปขันธ์ คือความดับของทุกข์
ความดับของเวทนาขันธ์ คือความดับของทุกข์
ความดับของสัญญาขันธ์ คือความดับของทุกข์
ความดับของสังขารขันธ์ คือความดับของทุกข์
ความดับของวิญญาณขันธ์ คือความดับของทุกข์
ความดับของเบญจขันธ์ คือความดับของทุกข์
ดับตัณหา คือปลงภาระหนักลงได้
ละกิเลสตัณหาได้ คือละเบญจขันธ์ได้
ละฉันทราคะแห่งสิ่งใด ก็คือการละซึ่งสิ่งนั้น
ความสิ้นตัณหา คือนิพพาน
ที่สุดของพรหมจรรย์ คือนิพพาน
ความไม่เพลินในอาตยนะ คือความหลุดพ้นจากทุกข์
หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะไม่เพลิดเพลินในเบญจขันธ์
ความดับของอายตนะ คือความดับของทุกข์
ความรู้ที่ถึงขั้นทำลายตัณหาแห่งกามคุณในอดีต
ความปลอดจากกามโยคะ
ความปลอดจากภวโยคะ
ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ
ความปลอดจากอวิชชาโยคะ
เครื่องกีดขวางการละสังโยชน์
ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อละเพื่อตัดอนุสัยโดยเด็ดขาด
เห็นโลก ก็เห็นเหมือนเห็นฟองนำ้และพยับแดด
เห็นโลก ชนิดที่ความตายไม่เห็นเรา
การดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่เนื่องด้วยอิทธิวิธีแม้กระทั่ง วิโมกข์ที่ไม่เกี่ยวกับการสิ้นอาสวะ
นิทเทศ 10 ว่าด้วย ธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา
ทิฏฐทัสสนะที่เป็นไปเพื่อทุกขนิโรธ
"ที่" ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ
"ที่" ซึ่งธาตุ 4 หยั่งลงไม่ถึง
ที่เที่ยวนอกโลก
สิ่งที่ไม่ปรุง
"สิ่งนั้น" หาพบในกายนี้
อาณาจักรแห่งโลกอุดร
เมื่อ "เธอ" ไม่มี !
สิ่งที่ไม่เต็มขึ้นหรือพร่องลง
ตรงกันข้ามไปเสียทุกอย่าง
ที่สุดแห่งทุกข์
สิ่งนั้นมีแน่ !
ธรรมที่ชื่อว่า "นิพพาน"
นิพพานธาตุ
ลักษณะแห่งนิพพานธาตุ 2 ชนิด
ก. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ข. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
(ถ้อยคำในพากย์พาลีแห่งคาถาผนวกท้ายพระสูตร)
อสังขตลักษณะ 3 อย่าง
ความดับเย็นของเวทนามีได้ แม้ในทิฏฐธรรมนี้
นิพพาน คือ วิราคธรรม
ไวพจนของนิพพาน (32 คำ)
นิพพานอธิวจนะ
ยาถ่ายและยาสำรอกความเกิด - แก่ - ตาย
ธรรมเป็นเครื่องถอนอัสมิมานะในปัจจุบัน
สมาธิที่มีผลเป็นความไม่มีอหังการะมมังการะมานานุสัย
นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
นิพพานเห็นได้ยากยิ่ง
พอนิพพานธรรมปรากฏ ก็หมดสงสัย
นิพพาน เป็นที่มุ่งแสวงของผู้มองเห็นโทษในโลก
เพราะมีสิ่งที่ไม่ตาย สิ่งที่ตาจึงมีทางออก
ไม่ถึงนิพพาน เพราะพลัดออกนอกทางจนหลงทาง
นิพพานของคนตาบอด (มิจฉาทิฏฐิ)
ไม่นิพพาน เพราะยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ
การทำรถให้แล่นไปได้ถึงนิพพาน
ถ้ายังมีเชื้อ ก็ยังไม่ปรินิพพาน
ถ้าหมดเชื้อ ก็ปรินิพพาน
นิพพานที่เห็นได้เอง (เมื่อบุคคลนั้นรู้สึกต่อความสิ้นราคะ - โทสะ - โมหะ)
นิพพานที่เห็นได้เอง ตามคำของพระอานนท์
หมด "อาหาร" ก็นิพพาน
อาสวกขยาญาณ เป็นเครื่องให้พ้นจากอาสวะ
ปริญญาที่แท้จริง
วิโมกข์ 2 ระดับ : สมยวิโมกข์ - อสมยวิโมกข์
ก. สมยวิโมกข์
ข. อสมยวิโมกข์
ธรรมที่สมควรแก่การหลุดพ้นจากทุกข์
นิสสารณิยธาตุ ที่ทำความง่ายให้แก่การละตัณหา
ธรรมธาตุต่างๆ ที่เป็นผลของสมถวิปัสสนาอันดับสุดท้าย (อภิญญา 6)
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้จริง (ซึ่งไม่เป็นสัสสตทิฏฐิ)
อริยวิโมกข์ คืออมตธรรม
บริษัทเลิศ เพราะสนใจโลกุตตรสุญญตา (ทางแห่งนิโรธ)
นิพพาน เพราะไม่ยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ
ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ด้วยการตัดอกุศลมูล
ปรินิพพานเฉพาะตน ผลแห่งการถอนความมั่นหมายในธรรมทั้งปวงโดยความหมาย 4 สถาน
หยุดถือมั่น - หยุดหวั่นไหว
ความไม่สะดุ้งหวาดเสียว เพราะไม่มีอุปาทาน
ความไม่สะดุ้งหวาดเสียว เพราะไม่มีอุปาทาน (อีกนัยหนึ่ง)
ลำดับแห่งโลกิยสุข (ซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน)
ธรรมเป็นที่ดับตามลำดับ (ซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน) (: อนุปุพพนิโรธ - อนุปุพพวิหาร - อนุปุพพวิหารสมาบัติ)
ก. อนุปุพพนิโรธ 9
ข. อนุปุพพวิหาร 9
ค. อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9
อนุปุพพวิหารอาพาธ
ปัญญาสติกบนามรูปดับ เพราะวิญญาณดับ
เห็นโลกมีค่าเท่าเศษหญ้าเศษไม้
หมดกลม - หยุดหมุน
คนดำหรือคนขาว ล้วนมีหวังในนิพพาน
วิมุตติ ไม่มีความต่างกันตามวรรณะของผู้ปฏิบัติ
อริยโลกุตตรธรรม สำหรับคนทุกคนทุกวรรณะ
นิทเทศ 11 ว่าด้วย ผู้ดับตัณหา
ปุถุชน คือ ผู้ยึดถือเต็มที่
พระเสขะ คือ ผู้กำลังจะไม่ยึดถือ
ปุถุชน คือ ผู้ที่ยังไม่รู้จักนิพพาน
พระเสขะ คือ ผู้ที่กำลังจะรู้จักนิพพาน
พระอเสขะ คือ ผู้ที่หมดความยึดถือในทุกสิ่ง
พระอเสขะ คือ ผู้ที่ไม่ยึดถือแม้ในนิพพาน
ไตรสิกขา ของพระอเสขะ
ธรรมขันธ์ ของพระอเสขะ
สัมมัตตะ 10 ของพระอเสขะ
องค์แห่งความเป็นพระสขะและพระอเสขะ
นิทเทศแห่งไตรสิกขา เพื่อเปรียบเทียบ
เปรียบเทียบพระเสขะ - อเสขะ
ความลดหลั่นแห่งพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน
การรู้เบญจขันธ์ โดยหลักแห่งอริยสัจ 4
การรู้ปัญจุปาทานขันธ์ โดยธรรมลักษณะ 5
ผู้ละราคะ - โทสะ - โมหะ ระดับโสดาบัน
พระโสดาบัน รู้จักปัญจุปาทานขันธ์
พระโสดาบัน เป็นใครกัน ?
หลักเกณฑ์พยากรณ์ภาวะโสดาบันของตนเอง
แว่นส่องความเป็นพระโสดาบัน
ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิโดยธรรมชาติ (สิ่งที่ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ - ทำไม่ได้ โดยธรรมชาติ)
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (อภัพพฐานสำหรับผู้ที่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ)
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (อภัพพฐานสำหรับผู้ที่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ อีกนัยหนึ่ง)
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (อภัพพฐานสำหรับผู้ที่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ อีกนัยหนึ่ง)
ผู้สิ้นความสงสัย (พระโสดาบัน)
ผู้มีธรรมญาณและอันวยญาณ (พระโสดาบัน)
พระโสดาบัน รู้จักอินทรีย์ 6
พระโสดาบันกับพระอรหันต์ต่างกัน ในการเห็นธรรม
พระโสดาบันกับพระอรหันต์ต่างกัน ในการเห็นธรรม (อีกนัยหนึ่ง)
ผู้รวมอยู่ในกลุ่มโสดาบัน 3 จำพวก
ก. สัทธานุสารี
ข. ธัมมานุสารี
ค. โสตาปันนะ
ความเป็นพระโสดาบัน ไม่อาจแปรปรวน
ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ผลแห่งความเป็นโสดาบัน
พระอริยบุคคลละสังโยชน์ได้ต่างกัน
พระอริยบุคคลผู้ต้องใช้สังขารธรรมต่างกัน 4 ประเภท
ก. ผู้ทิฏเฐวธัมเมสสังขารปรินิพพายี
ข. ผู้กายัสสเภทาสสังขารปรินิพพายี
ค. ผู้ทิฏเฐวธัมเมอสังขารปรินิพพายี
ง. ผู้กายัสสเภทาอสังขารปรินิพพายี
อุปมาการฝึกช้างศึก ด้วยการฝึกตนของอริยสาวก
บุคคลที่มีเชื้อเหลือ 9 จำพวก
พระอรหันต์รู้จักปัญจุปาทานักขันธ์ชัดแจ้งแล้วหลุดพ้น
บุคคลผู้บรรลุอนุปาทาปรินิพพาน
พระอรหันต์คือผู้เป็น อเสขะ
ลักษณะทั่วไปของความเป็นพระอรหันต์
ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า (อริยวาส)
ผู้มีคุณลักษณะพิเศษของพระอรหันต์
พระอรหันต์มีคุณลักษณะที่น่าสนใจ
พระอรหันต์เลิศกว่าภวัคคพรหม
ผู้ข้ามพ้นกามโลก รูปโลก อรูปโลก ยังไม่ชื่อว่าข้ามพ้นโลก (จนกว่าจะลุอนาสวสัญญาเวทยิตนิโรธ)
พระอรหันต์คือผู้เป็นเกพลี (จบพรหมจรรย์แล้ว อยู่โดยปราศจากธรรม 5 แต่ถึงพร้อมด้วยธรรม 5)
ผู้เป็นเกพลีบุคคล ในพุทธศาสนา
มีศีลงาม - ธรรมงาม - ปัญญางาม ก็เป็นเกพลี !
ผู้ละอาสวะนานาแบบ
ก. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเห็น
ข. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการสำรวม
ค. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเสพ
ง. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการอดกลั้น
จ. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเว้น
ฉ. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการบรรเทา
ช. อาสวะส่วนที่ละได้ด้วยการเจริญทำให้มาก
ซ. ผลแห่งการปิดกั้นอาสวะทั้งปวงโดย 7 วิธี
ผู้พ้นพิเศษเพราะความสิ้นตัณหา
ผู้อาบแล้วด้วยเครื่องอาบ (หลุดพ้นได้เพราะการรู้ออกจากสัญญาคตะทั้ง 3)
ผู้ไม่เป็นทั้งฝ่ายรับและฝ่ายค้าน (ดับกิเลสและทุกข์เพราะออกเสียได้จากทิฏฐิบวก - ทิฏฐิลบ)
ผู้ถอนรากแห่งความรักและความเกลียดได้แล้ว (เมื่อวิมุตติถอนรากความรัก-เกลียด ตามธรรมชาติแล้ว) (มีผล 5 นัย)
ก. ผู้ไม่ถือตัว (น อุสฺเสเนติ)
ข. ผู้ไม่ตอบโต้ (น ปฏิสฺเสเนติ)
ค. ผู้ไม่อัดควัน (น ธูปายติ)
ฆ. ผู้ไม่ลุกโพลง (น ปชฺชลติ)
ง. ผู้ไม่ไหม้เกรียม (น ปชฺฌายติ)
ผู้ลอกคราบทิ้งแล้ว
ผู้ไม่สำคัญมั่นหมายแล้วไม่เกิดนันทิ (อุปาทาน)
ผู้ปฏิบัติเปรียบด้วยนักรบผู้เชี่ยวชาญการยิงศร
ผู้หลุดพ้นแล้วมีอุปมา 5 อย่าง
ผู้รอดไปได้ไม่ตายกลางทาง
ผู้ตายคาประตูนิพพาน
ผู้หลุดพ้นได้เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
ผู้กำลังโน้มเอียงไปสู่นิพพาน
ผู้ปฏิบัติเพื่อความดับเย็นเป็นนิพพาน
ผู้รู้ความลับของปิยรูป-สาตรูป
ผู้มีจิตอันหาขอบเขตมิได้
ความรู้สึกในใจของผู้ชนะตัณหาได้
พระอริยบุคคล มีอันดับ 7
1. ผู้อุภโตภาควิมุตต์
ผู้อุภโตภาควิมุตต์โดยสมบูรณ์
ผู้อุภโตภาควิมุตต์ (ตามคำของพระอานนท์)
2. ผู้ปัญญาวิมุตต์
ผู้ปัญญาวิมุตต์ (อีกนัยหนึ่ง)
ผู้ปัญญาวิมุตต์ (ตามคำของพระอานนท์)
3. ผู้กายสักขี
ผู้กายสักขี (ตามคำของพระอานนท์)
4. ผู้ทิฏฐิปปัตต์
5. ผู้สัทธาวิมุตต์
6. ผู้ธัมมานุสารี
7. ผู้สัทธานุสารี
ผู้อนิมิตตวิหารี
ผู้มีสันทิฏฐิกธรรม ตามคำของพระอานนท์
ผู้นิพพาน ตามคำของพระอานนท์ และผู้ปรินิพพาน ตามคำของพระอานนท์
ผู้มีทิฏฐธรรมนิพพาน ตามคำของพระอานนท์
ผู้เขมัปปัตต์ ตามคำของพระอานนท์
ตทังคนิพพุโต - ผู้ดับเย็นด้วยองค์นั้นๆ
ผู้มีตทังคนิพพาน ตามคำของพระอานนท์
หมดตัวตน ก็หมดเรื่องผูกพัน
หมดตัวตน ก็หมดอหังการ
สัญญาที่เป็นส่วนประกอบแห่งวิชชา
บุคคลผู้ถึงซึ่งวิชชา
วิชชาของผู้ถึงซึ่งวิชชา
ผู้รับผลของการปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุ 4
ผู้ไม่กลืนเบ็ดของมาร
ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น
ผู้ลวงมัจจุราชให้หลง
วิมุตติต่างกันแต่เป็นผลของการปฏิบัติอย่างเดียวกัน
พระอริยบุคคลมีหลายระดับ เพราะอินทรีย์ยิ่งหย่อนกว่ากัน
การเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย
กายนครที่ปลอดภัย
ผู้ไม่มีหนามยอกตำ
ผู้อยู่คนเดียว คือผู้ไม่ข้องติดอยู่ในธรรมทั้งปวง
กายของผู้ที่สิ้นตัณหาแล้วก็ยังตั้งอยู่ชั่วขณะ (นิโรธมิใช่ความตาย)
พระอรหันต์ตายแล้วสูญหรือ ?
หลักการทดสอบตัวเองว่าเป็นอรหันต์หรือไม่
คำถามที่อาจใช้ทดสอบความเป็นอรหันต์ (มี 6 หมวด)
(หมวด 1 : โวหาร 4)
(หมวด 2 : ปัญจุปาทานขันธ์)
(หมวด 3 : ธาตุ 6)
(หมวด 4-5 : อายตนะใน - นอก)
(หมวด 6 : การถอนอนุสัย)
สมณะ 4 ประเภท
สมณะ 4 ประเภท (อีกนัยหนึ่ง)
สมณะ 4 ประเภท (อีกนัยหนึ่ง)
สมณะ 4 ประเภท (อีกนัยหนึ่ง)
สมณะ 4 ประเภท (อีกนัยหนึ่ง)
สมณะแห่งลัทธิหนึ่งๆ ต่างจากสมณะแห่งลัทธิอื่น ระบบลัทธิพรหมจรรย์จึงไม่เหมือนกัน)
ไม่อาจจะกล่าวว่าใครดีกว่าใคร เพราะอาศัยเหตุสักว่าชื่อ (หมวดของอริยบุคคล)
ผู้บอกทางและผู้เดินทางมีการหลุดพ้นอย่างเดียวกัน
ฝีเท้าไว วัดด้วยการรู้อริยสัจ
ผู้รู้จักเลือกเอาฝ่ายดับไม่เหลือแห่งภพ
ผู้อยู่อย่างคนมีสุข ก็ทำวิราคะให้ปรากฏได้
ระดับต่างๆ แห่งบุคคลผู้ถอนตัวขึ้นจากทุกข์
นิทเทศ 12 ว่าด้วย อาการดับแห่งตัณหา
อาการดับแห่งโลก
อาการดับแห่งความทุกข์
อาการดับแห่งทุกข์ โดยสังเขปที่สุด
อาการดับแห่งทุกข์ โดยสังเขป
อาการดับแห่งทุกข์ โดยสมบูรณ์
อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
อาการดับแห่งความทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
เหตุดับแห่งทุกข์ ที่ตรัสไว้โดยอเนกปริยาย
ลักษณะการแห่งการรู้อริยสัจและการสิ้นอาสวะจบพรหมจรรย์
ลักษณะของการดับแห่งทุกข์
ลักษณะของการดับแห่งทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
ลักษณะของการดับแห่งทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
ลักษณะของการดับแห่งทุกข์ (อีกปริยายหนึ่ง)
อาการแห่งบุคคลผู้หลุดพ้น
อาการดับแห่งตัณหาในนามแห่งนันทิ
สักกายนิโรธ
อาการแห่งการละอวิชชา โดยย่อ
กระแสการปรุงแต่งแห่งการเกิดวิมุตติญาณทัสสนะ
การปรินิพพานในทิฏฐธรรม
การปรินิพพานในทิฏฐธรรม (อีกปริยายหนึ่ง)
การปรินิพพานในทิฏฐธรรม (อีกปริยายหนึ่ง)
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
ลักษณะแห่งจิตที่หลุดพ้นด้วยดี (อีกนัยหนึ่ง)
ลำดับการหลุดพ้นโดยละเอียด เมื่อเห็นอนัตตา
ทางให้ถึงความหลุดพ้น 5 ทาง
รู้จักอุปาทาน ต่อเมื่อหมดอุปาทาน
อาสวะสิ้นไป เพราะการกำจัดสมารัมภะและอวิชชา
พอรู้เรื่องการร้อยรัด ก็สามารถทำที่สุดทุกข์
ลักษณะแห่งการถึงที่สุดทุกข์
ลำดับแห่งการดับของสังขาร (อนุปุพพสังขารนิโรธ)
จิตหยั่งลงสู่อมตะ เมื่อประกอบด้วยสัญญาอันเหมาะสม
บรรลุอรหันต์ โดยละมัญญนะ 6 ชนิด
ขั้นตอนอันจำกัด แห่งปัจจัยของการละกาม - รูป - อรูปราคะ
ละราคะ โทสะ โมหะได้ เพราะไม่หลงในสัญโญชนิยธรรม
ภาวะแห่งความสิ้นตัวตนและสิ้นโลก
สิ้นกิเลสก็แล้วกัน ไม่ต้องรู้ว่าสิ้นไปเท่าไร
เมื่อสังโยชน์เหมือนเครื่องหวายสิ้นอายุ
ฟองไข่ออกเป็นตัว มิใช่โดยเจตนาของแม่ไก่ (เหมือนอาสวะสิ้นเอง เมื่อปฏิบัติชอบ)
ผลสูงต่ำแห่งการปฏิบัติ ตามที่อาจทำให้เกิดขึ้น
อานิสงส์ ตามลำดับการเกิดแห่งธรรมโดยไม่ต้องเจตนา (จากศีลถึงวิมุตติ)
สัญญาในอุปาทานระงับไป เมื่ออารมณ์แห่งสัญญานั้นเป็นวิภูตะ
อนุสัยทั้ง 3 ไม่เกิดแก่อริยสาวก แม้เมื่อเสวยทุกขเวทนา
การไม่เกิดอนุสัย 3 เมื่อเสวยเวทนา 3 แล้วดับเย็น
อาการที่ตัณหาไม่นำไปสู่ภพใหม่ ให้เกิดผลพิเศษอีกนานาประการ
การออกไปเสีย จากทางเดินแห่งจิตของสัตว์ปุถุชน
การละความผูกพันในความสุขทุกชั้น
ก. สุขที่ควรกลัว
ข. สุขที่ไม่ควรกลัว
ค. สุขที่ยังหวั่นไหวและไม่หวั่นไหว
ง. การละความผูกพันในรูปฌานและอรูปฌาน
การละทิฏฐิด้วยอนุปัสสนาญาณในอารมณ์ของทิฏฐินั้นๆ
อนุสัย 7 สลาย เมื่อขาดความยึดมั่นในอารมณ์แห่งปปัญจสัญญา
ลำดับปัจจัยแห่งการกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
วิธีการบ่มวิมุตติให้ถึงที่สุด
สติปัฏฐานบริบูรณ์ เพราะอานาปานสติบริบูรณ์
(หมวดกายานุปัสสนา)
(หมวดเวทนานุปัสสนา)
(หมวดจิตตานุปัสสนา)
(หมวดธัมมานุปัสสนา)
โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ เพราะสติปัฏฐานบริบูรณ์
(โพชฌงค์ 7 หมวดกายาฯ)
(โพชฌงค์ 7 หมวดเวทนาฯ)
(โพชฌงค์ 7 หมวดจิตตาฯ)
(โพชฌงค์ 7 หมวดธัมมาฯ)
วิชชา - วิมุตติบริบูรณ์ เพราะโพชฌงค์บริบูรณ์
นิโรธอริยสัจ (อีกนัยหนึ่ง)
นิโรธอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง
ภาค ๔ ว่าด้วย มัคคอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือมรรค
นิทเทศ 13 ว่าด้วย ข้อความนำมรรค
อุทเทศมัคคอริยสัจ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - นิทเทศของมรรค
อุทเทศแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
นิทเทศแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
หมวด ข. ว่าด้วยอันตะ 2 จากมรรค
ข้าศึกของมัชฌิมาปฏิปทา (อัฏฐังคิกมรรค)
อีกนัยหนึ่ง (ตามบาลีอรณวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย)
อีกนัยหนึ่ง (ตามบาลี ติก. อํ.)
ลักษณะอีกปริยายหนึ่ง แห่งกามสุขัลลิกานุโยค
สิ่งที่เรียกว่า กามคุณและกามสุข
สุขัลลิกานุโยค 2 แบบ
ก. สุขัลลิกานุโยค ของมิจฉาทิฏฐิ
ข. สุขัลลิกานุโยค ของสัมมาทิฏฐิ
ผลแห่งสุขัลลิกานุโยคของสัมมาทิฏฐิ
ตโปชิคุจฉิวัตร เปรียบเสมือนการขี่ขอนสดท่อนกลมข้ามแม่น้ำ
หมวด ค. ว่าด้วยลักษณะของมรรค
อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะเป็นทางแห่งอมตะ
อัฏฐังคิกมรรค มีกระแสไหลไปสู่นิพพาน
อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะหนทางให้ถึงจุดหมาย
อัฏฐังคิกมรรค ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเสวียนรองก้นหม้อ
อัฏฐังคิกมรรค เป็นยอดแห่งสังขตธรรมทั้งปวง
อัฏฐังคิกมรรค คือ หนทางเก่าที่ทรงพบใหม่
อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะเป็นหนทางแห่งการกำหนดรู้ทุกข์
มัชฌิมาปฏิปทาในฐานะเหตุให้เกิดจักษุและญาณเพื่อนิพพาน
มัชฌิมาปฏิปทา 3 ลำดับ
ก. มัชฌิมาปฏิปทา (พื้นฐานทั่วไป)
ข. มัชฌิมาปฏิปทา (ในความหมายชั้นกว้าง)
ค. มัชฌิมาปฏิปทา (ในความหมายชั้นลึก)
ลักษณะหนทางแห่งความหมดจด
ลำดับการปฏิบัติ เพื่ออรหัตตผล
หมวด ง. ว่าด้วยเหตุปัจจัยของมรรค
ธรรมเป็นรุ่งอรุณแห่งอัฏฐังคิกมรรค
อัฏฐังคิกมรรค สำเร็จได้ด้วยอัปปมาทยอดแห่งกุศลธรรม
หมวด จ. ว่าด้วยอานิสงส์ของมรรค
อัฏฐังคิกมรรค เป็นปฏิปทาเพื่อความเป็นอริยบุคคล 4
อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะธรรมเครื่องข้ามฝั่ง
อัฏฐังคิกมรรค ในฐานะพรหมจรรย์
อริยอัฏฐังคิกมรรค เป็นกรรมอันเป็นที่สิ้นกรรม
อานิสงส์พิเศษแห่งอัฏฐังคิกมรรค (ทำให้รู้จักพระศาสดาอย่างถูกต้อง)
หมวด ฉ. ว่าด้วยปกิณณกะ
อัฏฐังคิกมรรค กับนิพพาน
โพชฌงค์ ในฐานะเป็นมรรค
ปรารภโพชฌงค์แล้ว มรรคก็เป็นอันปรารภด้วย
ปรารภสติปัฏฐานแล้ว มรรคก็เป็นอันปรารภด้วย
อุทเทส และ นิทเทส แห่งอัฏฐังคิกมรรคแต่ละองค์
นิทเทศ 14 ว่าด้วย สัมมาทิฏฐิ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาค ของสัมมาทิฏฐิ
อุทเทศแห่งสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิ โดยปริยาย 2 อย่าง (โลกิยะ - โลกุตตระ)
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะ - อุปมา - ไวพจน์ ของสัมมาทิฏฐิ
ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ
ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ (อีกปริยายหนึ่ง : ระดับสูงสุด)
สัมมาทิฏฐิโลกุตตระ นานาแบบ (ตามคำพระสารีบุตร)
ก. หมวดเนื่องด้วยกุศล - อกุศล
ข. หมวดเนื่องด้วยอาหาร 4
ค. หมวดเนื่องด้วยอริยสัจ 4
ง. หมวดเนื่องด้วยปฏิจจสมุปปันนธรรม ตามหลักปฏิจจสมุปบาท
ง.1 เกี่ยวกับชรามรณะ
ง.2 เกี่ยวกับชาติ
ง.3 เกี่ยวกับภพ
ง.4 เกี่ยวกับอุปาทาน
ง.5 เกี่ยวกับตัณหา
ง.6 เกี่ยวกับเวทนา
ง.7 เกี่ยวกับผัสสะ
ง.8 เกี่ยวกับสฬายตนะ
ง.9 เกี่ยวกับนามรูป
ง.10 เกี่ยวกับวิญญาณ
ง.11 เกี่ยวกับสังขาร
ง.12 เกี่ยวกับอวิชชา
ง.13 เกี่ยวกับอาสวะ
สัมมาทิฎฐิ เป็นรุ่งอรุณแห่งกุศลธรรม
สัมมาทิฎฐิ เป็นรุ่งอรุณแห่งการรู้อริยสัจ 4
สัมมาทิฎฐิ ควรจะรวมไปถึงการสำนึกบาป
อริยสัจจญาณ เป็นญาณประเภทยิงเร็ว
ทิ้งเสียนั่นแหละ กลับจะเป็นประโยชน์
ฆ่ากิเลส อย่าฆ่าคน
วิชชา เป็นตัวชักนำมาซึ่งองค์แปดแห่งสัมมามรรค
ธรรมเป็นส่วนแห่งวิชชา
หมวด ค. ว่าด้วยอุปกรณ์ - เหตุปัจจัย ของสัมมาทิฏฐิ
ความกลัว เป็นเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ (ชนิดโลกิยะ)
อริยสัจ 4 เป็นอารมณ์แห่งนิพเพธิกปัญญา
ธรรมเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญา ฯลฯ
เหตุที่ทำให้แสวงหานิพพาน
ฌาน (ที่มีสัญญา) ใช้เป็นฐานแห่งวิปัสสนาได้ลงตัวเอง
เหตุให้เกิดและเจริญ แห่งอาทิพรหมจริยิกปัญญา
ขั้นตอนจำกัด แห่งปัจจัยของปัญญาขันธ์
สิ่งสงเคราะห์สัมมาทิฏฐิให้ออกผล
เหตุปัจจัยแห่งวิชชาและวิมุตติ
สัญญาเกิดก่อนญาณ
การทำสมาธิ มีเคล็ดลับเหมือนแม่โคเป็นภูเขาลาดชัน
อนิจจสัญญาเป็นไปโดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์ 6 ประการ
ทุกขสัญญาเป็นไปโดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์ 6 ประการ
อนัตตสัญญาเป็นไปโดยสะดวก เมื่อผู้เจริญมุ่งอานิสงส์ 6 ประการ
สิ่งทั้งปวงที่ต้องรู้จัก เพื่อความสิ้นทุกข์
ต้นเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิ - สัมมาทิฏฐิ
หมวด ง. ว่าด้วยหลักการปฏิบัติของสัมมาทิฏฐิ
รู้เวทนาเพื่อดับเสียได้ ดีกว่ารู้เพื่อเป็นปัจจัยแก่ตัณหา
อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสรณะ ของกาม
อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของรูปกาย
อัสสาทะ - อาทีนวะ - นิสสรณะ ของเวทนา
การทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีปัญหาระหว่างลัทธิ
การเห็นกายและเวทนา ในระดับแห่งผู้หลุดพ้น
สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรม 3 เพื่อละธรรม 3
สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรม 3 เพื่อละธรรม 3 (อีกนัยหนึ่ง)
สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรม 3 เพื่อละธรรม 3 (อีกนัยหนึ่ง)
สัมมาทิฏฐิในการเจริญธรรม 3 เพื่อละธรรม 3 (อีกนัยหนึ่ง)
ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุ 5
สัมมาทิฏฐิในอาเนญชสัปปายปฏิปทา
ข้อที่ 1
ข้อที่ 2
ข้อที่ 3
สัมมาทิฏฐิในอากิญจัญญาตนสัปปายปฏิปทา
ข้อที่ 1
ข้อที่ 2
ข้อที่ 3
สัมมาทิฏฐิในเนวสัญญานาสัญญายตนะสัปปายปฏิปทา
สัมมาทิฏฐิ ต่อโอฆนิตถรณะ
อริยวิโมกข์ หรือโอฆนิตถรณะ
วิธีพิจารณาเพื่อ "หมดปัญหา" เกี่ยวกับอาหาร
วิธีพิจารณาธรรมในภายใน เพื่อความสิ้นทุกข์
การพิจารณาเพื่อความสิ้นแห่งแดนเกิดของทุกขสมุทัย
หมวด จ. ว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ
การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิได้
การเห็นชนิดที่ละสักกายทิฏฐิได้
การเห็นชนิดที่ละอัตตานุทิฏฐิได้
การเห็นชนิดที่ละมิจฉาทิฏฐิที่ปรารภอัตตาและโลก
การเห็นไตรลักษณ์ เป็นทางแห่งความหลุดพ้น
ก. ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร
ข. ตามนัยแห่งบาลีอนิจจวรรค สฬายตนสังยุตต์
ค. ตามนัยแห่งธัมมปทบาลี
ความสะดวกสบายแก่การดับของกิเลส (นิพพาน)
การรู้จักแสวงหาของมนุษย์
ก. การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ
ข. การแสวงหาที่ประเสริฐ
อุบายเครื่องสิ้นตัณหา โดยสังเขป
ความถูกต้องเกี่ยวกับความรู้นึกว่าปฏิกูลหรือไม่ปฏิกูล
ภิกษุมิได้เจริญภาวนา เพื่อได้รูปทิพย์เสียงทิพย์
การเห็นความปฏิกูลแห่งยศ - อาหาร - ความรัก - สุภะ - ผัสสะ - อุปาทาน
โลกุตตรผลมีได้ จากการตั้งจิตไว้ถูก
ความแน่ใจหลังจากการปฏิบัติ เป็นเครื่องตัดสินความผิด - ถูก
สรุปอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิ
หมวด ฉ. ว่าด้วยโทษของการขาดสัมมาทิฏฐิ
โทษที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิในการพูด
ทิฏฐิซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการวิวาท (3 จำพวก)
มิจฉาทิฏฐิที่ว่า วิญญาณเป็นผู้ท่องเที่ยว
โทษแห่งอัตคาหิกทิฏฐิ 10
อวิชชา เป็นตัวชักนำมาซึ่งองค์ 8 แห่งมิจฉามรรค
หมวด ช. ว่าด้วยปกิณณกะ
สัสสตทิฏฐิก็อยากอยู่ อุจเฉททิฏฐิก็อยากไป สัมมาทิฏฐิก็อยากดับ
คนรวยก็มีธรรมะได้ (จิตตนิยมและวัตถุนิยมก็อยู่ด้วยกันได้)
การใช้ความทุกข์ให้เป็นประโยชน์แก่บุถุชน
ตรัสว่า ถ้าจะมีตัวตนกันบ้าง เอาร่างกายเป็นตัวตนดีกว่าจิต
การทำความรู้จักกับกาย ซึ่งมิใช่ของเราหรือของใครอื่น
อุปมาแห่งการคำนวณความเป็นอนิจจัง
รู้จักเลือก : “สังฆทานดีกว่า !”
อาการที่อวิชชาทำให้มีการเกิดดับแห่งสังขาร
รายละเอียดที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกรรม
เห็นผิดจากธรรมชาติ ก็ไม่อาจทำให้แจ้งมรรคผล
นิทเทศ 15 ว่าด้วย สัมมาสังกัปปะ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมาสังกัปปะ
อุทเทศแห่งสัมมาสังกัปปะ
สัมมาสังกัปปะ โดยปริยาย 2 อย่าง (โลกิยะ - โลกุตตระ)
วิตกโดยปริยาย 2 อย่าง (เพื่อนิพพาน - ไม่เพื่อนิพพาน)
บุคคลเกี่ยวกับเนกขัมมะ 4 ประเภท
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะของสัมมาสังกัปปะ
อริยสัจจวิตก ในฐานะสัมมาสังกัปปะ
อริยสัจจจินตนา ในฐานะสัมมาสังกัปปะ
หมวด ค. ว่าด้วยอุปกรณ์ของสัมมาสังกัปปะ
สิ่งที่ควรทราบ เกี่ยวกับอกุศลสังกัปปะ
สิ่งควรทราบ เกี่ยวกับกุศลสังกัปปะ
เนกขัมมะแท้มีได้ เพราะได้รู้ของสิ่งที่ประเสริฐกว่ากามรส
หมวด ง. ว่าด้วยหลักการปฏิบัติของสัมมาสังกัปปะ
วิธีพิจารณา เพื่อเกิดสัมมาสังกัปปะ
ก. โทษแห่งมิจฉาสังกัปปะ
ข. คุณแห่งสัมมาสังกัปปะ
อาการเกิดแห่งเนกขัมมสังกัปปะ
วิธีพิจารณา เพื่อกำจัดอกุศลวิตก ตามลำดับ
ประการที่ 1
ประการที่ 2
ประการที่ 3
ประการที่ 4
ประการที่ 5
ผลสำเร็จแห่งการกำจัดอกุศลวิตก
หน้าที่ที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อ "กาม" (เพื่อกำจัดกามวิตก)
หมวด จ. ว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาสังกัปปะ
การหลีกจากกาม เป็นบุรพภาคของพรหมจรรย์
อาการเกิดแห่งกุศลวิตก หรือสัมมาสังกัปปะ
ก. กรณีเนกขัมมวิตก
ข. กรณีอัพยาปาทวิตก
ค. กรณีวิหิงสาวิตก
สัมมาสังกัปปะ ทำให้เกิดสังฆสามัคคี
หมวด ฉ ว่าด้วยโทษของการขาดสัมมาสังกัปปะ
อาการเกิดแห่งอกุศลสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ
ก. กรณีกามวิตก
ข. กรณีพยาปาทวิตก
ค. กรณีวิหิงสาวิตก
หมวด ช. ว่าด้วยปกิณณกะ
ธรรมชาติของกามแห่งกามวิตก
ความไม่มีเนกขัมมวิตก ในจิตของสามัญสัตว์
นิทเทศ 16 ว่าด้วย สัมมาวาจา
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมาวาจา
อุทเทศแห่งสัมมาวาจา
หลักวิธีการพูดจาที่เป็น อริยะและอนริยะ
สัมมาวาจา โดยปริยาย 2 อย่าง (โลกิยะ - โลกุตตระ)
หลักวินิจฉัยวจีกรรม 3 สถาน
หมวดที่ 1 : เมื่อจะกระทำ
หมวดที่ 2 : เมื่อกระทำอยู่
หมวดที่ 3 : เมื่อกระทำแล้ว
ข้อควรสรรเสริญหรือควรติ เกี่ยวกับสัมมาวาจา
หมวด ข. ลักษณะของสัมมาวาจา
คำไขความของสัมมาวาจา 4
สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา
สุภาษิตวาจา ในฐานะสัมมาวาจา (อีกนัยหนึ่ง)
วาจาของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ
1. วาจาของอสัตบุรุษ
2. วาจาสัตบุรุษ
3. วาจาของสะไภ้ใหม่ - สะไภ้เก่า
หลักเกณฑ์แห่งสัมมาวาจาขั้นสูงสุด
สัมมาวาจาขั้นสูงสุด (ระดับพระพุทธเจ้า)
หมวด ค. ว่าด้วยโทษของการขาดสัมมาวาจา
ตัวอย่างแห่งสัมผัปปลาปวาทระดับครูบาอาจารย์
ตัวอย่าง ประการที่ 1
ตัวอย่าง ประการที่ 2
ตัวอย่าง ประการที่ 3
ตัวอย่าง ประการที่ 4
ตัวอย่าง ประการที่ 5
วิบากแห่งมิจฉาวาจา
นิทเทศ 17 ว่าด้วย สัมมากัมมันตะ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมากัมมันตะ
อุทเทศแห่งสัมมากัมมันตะ
หลักวินิจฉัยกายกรรม 3 สถาน
หมวดที่ 1 : เมื่อจะกระทำ
หมวดที่ 2 : เมื่อกระทำอยู่
หมวดที่ 3 : เมื่อกระทำแล้ว
สัมมากัมมันตะ โดยปริยาย 2 อย่าง (โลกิยะ - โลกุตตระ)
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะของสัมมากัมมันตะ
คำไขความของสัมมากัมมันตะ
ลักษณะและวิบาก แห่งสัมมากัมมันตะ
หมวด ค. ว่าด้วยโทษและอานิสงส์ของสัมมากัมมันตะ
วิบากของมิจฉากัมมันตะ
กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความกระเสือกกระสน
กรรมที่เป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นความไม่กระเสือกกระสน
นิทเทศ 18 ว่าด้วย สัมมาอาชีวะ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมาอาชีวะ
อุทเทศแห่งสัมมาอาชีวะ
สัมมาอาชีวะ โดยปริยาย 2 อย่าง (โลกิยะ - โลกุตตระ)
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะ - อุปมาของสัมมาอาชีวะ
การดำรงชีพชอบ กินความไปถึงความสันโดษ
แม้อยู่ป่า ก็ยังต่างกันหลายความหมาย
การดำรงชีพชอบโดยทิศ 6 ของฆราวาส
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหน้า)
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา)
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องหลัง)
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องซ้าย)
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องต่ำ)
(หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อทิศเบื้องบน)
(คาถาสรุปความ)
การดำรงชีพชั้นเลิศ ของฆราวาส
การดำรงชีพชั้นรองเลิศ ของฆราวาส
การดำรงชีพชั้นธรรมดา ของฆราวาส
หลักการดำรงชีพ เพื่อผลพร้อมกันทั้ง 2 โลก
(หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขในทิฏฐธรรม)
(อปายมุขและอายมุขที่เกี่ยวกับประโยชน์ในทิฏฐธรรม)
(หลักดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขในสัมปรายะ)
การดำรงชีพชอบ ตามหลักอริยวงศ์
การดำรงชีพชอบ โดยหลักแห่งมหาปุริสวิตก (8 อย่าง)
(อานิสงส์แห่งการดำรงชีพชอบโดยหลักแห่งมหาปรุิสวิตก 8)
(อานิสงส์ที่ครอบคลุมไปถึงความหมายแห่งปัจจัย 4)
การดำรงชีพชอบ คือ การลงทุนเพื่อนิพพาน
หมวด ค. ว่าด้วยหลักการปฏิบัติของสัมมาอาชีวะ
หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับปัจจัย 4
ก. เกี่ยวกับจีวร
ข. เกี่ยวกับบิณฑบาต
ค. เกี่ยวกับเสนาสนะ
ง. เกี่ยวกับคิลานเภสัช
หมวด ง. ว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาอาชีวะ
ผลสืบต่อของสัมมาอาชีวะ
สัมมาอาชีวะสมบูรณ์แบบ สำหรับคฤหัสถ์
หมวด จ. ว่าด้วยปกิณณกะ
การดำรงชีพสุจริต มิได้มีเฉพาะเรื่องปัจจัย 4
นิทเทศ 19 ว่าด้วย สัมมาวายามะ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมาวายามะ
อุทเทศแห่งสัมมาวายามะ
ปธาน 4 ในฐานะแห่งสัมมาวายาโม
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะ - ไวพจน์ - อุปมาของสัมมาวายามะ
ลักษณะของผู้มีความเพียร 4 อริยาบถ
ลักษณะของผู้มีความเพียร 4 อริยาบถ (อีกนัยหนึ่ง)
ไวพจน์ของสัมมาวายามะ คือ สัมมัปปธาน
ปธาน 4 ในฐานะสัมมัปปธาน
การทำความเพียร ดุจผู้บำรุงรักษาป่า
หมวด ค. ว่าด้วยอุปกรณ์ - เหตุปัจจัยของสัมมาวายามะ
ความสังเวช เป็นเหตุให้ปรารภความเพียร
บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ
บุพพภาคแห่งการทำความเพียรเพื่อความสิ้นอาสวะ (อีกนัยหนึ่ง)
อินทรียสังวร เป็นอุปกรณ์แก่สัมมาวายามะ (ส่วนที่เป็นการพากเพียรปิดกั้นการเกิดอกุศล)
เวทนา 3 เกี่ยวกับความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล
การเสพที่เป็นอุปกรณ์และไม่เป็นอุปกรณ์แก่ความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล
1. การเสพกายสมาจาร
2. การเสพวจีสมาจาร
3. การเสพมโนสมาจาร
4. การเสพจิตตุปบาท
5. การเสพสัญญาปฏิลาภ
6. การเสพทิฏฐิปฏิลาภ
7. การเสพอัตตภาวปฏิลาภ
8. การเสพอารมณ์ 6
9. การเสพปัจจัย 3
10.-13. การเสพคาม - นิคม - นคร - ชนบท
14. การเสพบุคคล
ชาคริยานุโยค คือ ส่วนประกอบของความเพียร
ศิลปะแห่งการปลุกเร้าความเพียร
ผู้มีลักษณะควรประกอบความเพียร
หมวด ง. ว่าด้วยหลักการปฏิบัติของสัมมาวายามะ
เพียรละอกุศลแข่งกับความตาย
(สัญญา 10)
(สัญญา 10 อีกปริยายหนึ่ง)
การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภักย
การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภักย (อีกนัยหนึ่ง)
บทอธิษฐานจิต เพื่อทำความเพียร
หมวด จ. ว่าด้วยปกิณณกะ
อุปสรรคของการประกอบสัมมาวายามะ
ก. เครื่องตรึงจิต 5 อย่าง
ข. เครื่องผูกพันจิต 5 อย่าง
ข้อแก้ตัว ของคนขี้เกียจ
สมัยที่ไม่เหมาะสมสำหรับ ... ความเพียร
ผู้อยู่อย่างคนมีทุกข์ ก็ทำกุศลธรรมให้เต็มเปี่ยมได้
ในการละกิเลสแม้ชั้นสูง ก็ยังมีการอยู่เป็นสุข
เพียงแต่รู้ชัดอริยสัจ สัมมาวายามะยังไม่ใช่ถึงที่สุด
นิทเทศ 20 ว่าด้วย สัมมาสติ
หมวด ก. ว่าด้วยอุทเทศ - วิภาคของสัมมาสติ
อุทเทศแห่งสัมมาสติ
สติปัฏฐาน 4 เป็นเอกายนมรรค
หมวด ข. ว่าด้วยลักษณะ - อุปมาของสัมมาสติ
ลักษณะแห่งความมีสติสัมปชัญญะของภิกษุ
ลักษณะสัมปชัญญะ ระดับสูงสุด
สัมมาสติ ในฐานะเครื่องทำตนให้เป็นที่พึ่ง
สติปัฏฐาน 4 เป็นโคจรสำหรับสมณะ
สติปัฏฐาน 4 ที่ส่งผลถึงวิชชาและวิมุตติ
แบบการเจริญอานาปานสติ ที่มีผลมาก
(แบบที่ 1)
(แบบที่ 2)
การเจริญสติปัฏฐาน ของคนฉลาด
หมวด ค. ว่าด้วยอุปกรณ์ - เหตุปัจจัยโดยอัตโนมัติของสัมมาสติ
ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสติ
ธรรมเป็นอุปการะเฉพาะ แก่อานาปานสติภาวนา
(นัยที่ 1)
(นัยที่ 2)
(นัยที่ 3)
ฐานที่ตั้งแห่งความมีสัมปชัญญะ 19 ฐาน
สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ เมื่ออานาปานสติบริบูรณ์
สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ ย่อมทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์
โพชฌงค์บริบูรณ์ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
หมวด ง. ว่าด้วยหลักการปฏิบัติของสัมมาสติ
การทำสติในรูปแห่งกายานุปัสสนา
1. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร
2. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
ก. หมวดลมหายใจเข้า - ออก (คือกาย)
ข. หมวดอิริยาบถ (คือกาย)
ค. หมวดสัมปชัญญะ (ในกาย)
ง. หมวดมนสิการในสิ่งปฏิกูล (คือกาย)
จ. หมวดมนสิการในธาตุ (ซึ่งเป็นกาย)
ฉ. หมวดนวสีวถิกา (คือกาย)
การทำสติในรูปแห่งเวทนานุปัสสนา
1. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร
2. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
การทำสติในรูปแห่งจิตตานุปัสสนา
1. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร
2. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
การทำสติในรูปแห่งธัมมานุปัสสนา
1. ตามนัยแห่งอานาปานสติสูตร
2. ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
ก. หมวดนิวรณ์ (คือธรรม)
ข. หมวดขันธ์ (คือธรรม)
ค. หมวดอายตนะ (คือธรรม)
ง. หมวดโพชฌงค์ (คือธรรม)
จ. หมวดอริยสัจ (คือธรรม)
จ.-1 : ทุกขอริยสัจ
จ.-2 : ทุกขสมุทยอริยสัจ
จ.-3 : ทุกขนิโรธอริยสัจ
จ.-4 : ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
อุบายแห่งการดำรงจิตในสติปัฏฐาน
ข้อควรระวัง ในการเจริญสติปัฏฐาน 4
กายคตาสติ เป็นอุปกรณ์แก่อินทรียสังวร
ก. โทษของการไม่มีกายคตาสติ
ข. คุณของกายคตาสติ
หลักสำคัญสำหรับผู้หลีกออกเจริญสติปัฏฐานอยู่ผู้เดียว
ตรัสให้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ
การฝึกเพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ
การฝึกเพื่อมีสติสัมปชัญญะ โดยอ้อมและโดยตรง
โอวาทแห่งการทำสติ เมื่อถูกติหรือถูกชม
ก. ฝ่ายถูกติ
ข. ฝ่ายถูกชม
ความมีสติเมื่อถูกประทุษร้าย
ทรงขอให้มีสติเร็วเหมือนม้าอาชาไนย
สติในการเผชิญโลกธรรม ของอริยสาวก
หมวด จ. ว่าด้วยอานิสงส์ของสัมมาสติ
อานิสงส์ตามปกติ แห่งอานาปานสติ
ก. อานิสงส์อย่างสังเขปที่สุด 2 ประการ
ข. อานิสงส์ตามปกติ 7 ประการ
ค. ทำสติปัฏฐาน 4 - โพชฌงค์ 7 - วิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
ง. อานิสงส์ตามที่เคยปรากฏแก่พระองค์เอง
จ. ละความดำริอันอาศัยเรือน
ฉ. สามารถควบคุมความรู้สึกเกี่ยวกับความปฏิกูล
ช. เป็นเหตุให้ได้รูปฌานทั้ง 4
ญ. เป็นเหตุให้ได้อรูปฌานทั้ง 4
ฎ. เป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ
ฏ. สามารถกำจัดบาปอกุศลทุกทิศทาง
อานิสงส์พิเศษ แห่งอานาปานสติ
ก. กายไม่โยกโคลง
ข. รู้ต่อเวทนาทุกประการ
ค. มีสุขวิหารอันสงบเย็น
ง. เป็นสุขแล้วดำเนินไปในตัวเอง จนสิ้นอาสวะ
จ. ควรแก่นามว่าอริยวิหาร - พรหมวิหาร - ตถาคตวิหาร
ฉ. ทำสังโยชน์ให้สิ้น - กำจัดอนุสัย - รู้ทางไกล - สิ้นอาสวะ
ช. รู้จักลมหายใจอันจักมีเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับจิต
ญ. เหตุปัจจัยที่พระศาสนาจะตั้งอยู่นานภายหลังพุทธปรินิพพาน
อานิสงส์แห่งความไม่ประมาท คือ สติ
สติปัฏฐาน 4 เป็นเครื่องละปุพพันตอปรันตสหคตทิฏฐินิสสัย
การเจริญสติปัฏฐาน เป็นการอารักขาทั้งตนเองและผู้อื่น
หมวด ฉ. ว่าด้วยโทษของการขาดสัมมาสติ
จิตที่ปราศจากสติ ย่อมปรารถนาลาภได้ทั้งที่ชอบอยู่ป่า
หมวด ช. ว่าด้วยปกิณณกะ
ลักษณะของผู้อาจและไม่อาจเจริญสติปัฏฐาน 4
ทั้งนวกะ - เสขะ - อเสขะ ก็พึงเจริญสติปัฏฐาน
(ก. พวกนวกะ)
(ข. สำหรับพระเสขะ)
(ค. สำหรับพระอเสขะ)
สติปัฏฐาน 4 เ